ด้วยหัวใจรัก..ตอนที่ 8
posted on 15 Aug 2009 00:57 by prada-story in niyay
วันอาทิตย์นี้เขานัดกับชุบชีวาว่าจะไปบ้านเขาที่ชลบุรี เขาขับรถไปทางถนนมอเตอร์เวย์ มุ่งหน้าสู่จังหวัดชลบุรี เขามาถึงที่บ้านประมาณบ่ายๆ
ที่บ้านเขา มีเพียงแค่พ่อแม่ และน้องชายอีกคนเท่านั้น ส่วนน้องสาวเขาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เมื่อทั้งสองมาถึง พ่อกับแม่เขาก็ออกมาต้อนรับตามมารยาท ทั้งคู่ยังไม่เคยเจอผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นเมียของลูกชายคนโตเลยสักครั้ง ได้คุยกันแต่ในทางโทรศัพท์ เวลาที่ชุบชีวาจะส่งเงินมาทางบ้านของกฤชษ์ เธอก็มักจะโทรมาบอกก่อนเสมอ การส่งเสียทางบ้านของกฤชษ์ เธอเต็มใจที่จะรับภาระนี้เอง แม้เขาจะทักท้วงยังไง เธอก็ไม่ฟัง
กฤชษ์ ลงจากรถเป็นคนแรก พ่อแม่ของเขามัวแต่ดีใจที่ลูกชายกลับมาเยี่ยมบ้าน เลยไม่ทันได้สังเกตผู้หญิงที่มากับเขา
เมื่อทั้งสองหันไปมอง ถึงกับออกการตะลึง เหมือนที่เขาเคยเป็นตอนเจอเธอครั้งแรก ชุบชีวาอยู่ในชุดกางเกงเข้ารูปสีดำ ใส่เสื้อแขนยาวสีขาวพับแขน พอดีตัว ส่วนรูปร่างหน้าตาเธอนั้น พ่อแม่ของเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าผู้หญิงที่ยืนตรงหน้าพวกเขานั้น ก็คือผู้หญิงที่อายุ 30 กว่า
หน้าตาผิวพรรณที่ขาวหมดจด ไม่ซีดเผือด แต่ดูมีสุขภาพดี แก้มของหล่อนอมสีชมพู ริมฝีปากบางสวย ทุกอย่างสวยงามเหมือนภาพวาดนางในวรรณคดี ส่วนรูปร่างก็ได้ส่วนสัด ไม่อ้วนเหมือนหญิงวัยกลางคน หรือผอมแห้งดูไม่มีอะไรดึงดูด มิน่าล่ะ ลูกชายถึงไม่ยอมทิ้งง่ายๆ
การแต่งตัวของเจ้าหล่อนเหมือนสาววัย 20 กว่าๆ มากกว่าจะเป็นวัยสามสิบ ทั้งสองมัวแต่จ้องมอง เลยทำให้ลูกชายต้องสะกิดบอกให้เลิกจ้องได้แล้ว เพราะคนถูกจ้องออกอาการเขิน และทำหน้าไม่ถูก
“สวัสดีค่ะ คุณพ่อคุณแม่” เธอเรียกพ่อแม่ของเขา เหมือนกับที่เขาเรียก
“จ้ะๆ สวัสดีจ้ะ คุณเอ่อ....” เกิดอาการลืมชื่อขึ้นมากะทันหัน
“เรียกชุบ เฉยๆก็ได้ค่ะ” เธอจึงแนะนำเสียเอง
“จ้ะๆ”
เมื่อทักทายกันตามมารยาทเสร็จ ก็พากันเข้าไปในบ้าน โดยให้ทั้งสองพักห้องเดียวกัน เพราะอย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า ถึงไหนต่อไหนกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องแยกห้องนอน เมื่อตอนที่อรลดามาเที่ยวบ้าน
“พ่อ แกเห็นอย่างที่ฉันเห็นหรือเปล่า เมียลูกชายเราน่ะ” แม่ของกฤชษ์ถาม
“เอ๊ะ แม่แกนี่พูดแปลก ข้าไม่ได้ตาบอด ก็ต้องมองเห็นสิ” ผู้เป็นสามีตอบอย่างมีอารมณ์
“เออๆ นั่นแหละ แกว่ามั้ย ไม่เหมือนอย่างที่ฉันคิดไว้เลยสักนิด ผิดคาดไปเยอะเลยนะ”
“ก็นั่นนะสิ คนบ้าอะไร สวยฉิบหายเลย รูปร่างงี้เหมือน.....” พูดไม่พอ ทำท่าทางวาดเอวประกอบด้วย ทำเอาคนเป็นเมียถึงกับออกอาการไม่พอใจ
“นี่ๆ ไอ้แก่ ให้มันน้อยๆหน่อยนะ ตอนยังไม่เห็นหน้า เห็นแกว่าเสียๆหายๆ ตอนนี้ละเสือกมาชื่นชมเขาอีก ไม่เจียมสังขารเลยนะมึง”
“แกก็ ข้าก็ล้อเล่นไป ไม่มีอะไรสักหน่อย เออ ว่าแต่ว่า แกจะเอาไงต่อละทีนี้” สามีถามอย่างขอความเห็น
“ไม่รู้เว้ย ดูๆไปก่อนแล้วกัน ข้าก็แล้วแต่ลูกเรานั่นแหละ เมียมันนี่” ทั้งสองไม่ได้รู้สึกรังเกียจเหมือนตอนที่ยังไม่เห็นหน้าลูกสะใภ้คนนี้ คงต้องให้แล้วแต่ลูกชายจะตัดสินใจเอาว่าจะทำอย่างไรต่อ
หลังจากเอาของจากกระเป๋าเสร็จ กฤชษ์ก็ขอนอนพักผ่อน เพราะเขาเพลียจากการขับรถมา ส่วนชุบชีวาก็ออกไปเดินเล่นที่ริมชายทะเล เพราะบ้านของเขามีเนื้อที่ติดกับชายทะเลพอดี
เธอเดินเล่นไปเรื่อยๆ บรรยากาศทำให้เธอหายเหนื่อยจากการทำงานได้เป็นอย่างดี เธอไม่เคยมีเวลามาตากอากาศแบบนี้มาก่อน ที่จะได้มาพักผ่อนอย่างนี้ ไม่มีเรื่องงานเข้ามาคิดให้วุ่นวาย
ระหว่างที่เธอเดินเล่น ก็มักจะมีสายตาแปลกๆของคนที่มองมายังเธอในทุกที่ที่เธอเดินผ่าน คนที่มองส่วนมากจะเป็นชาวบ้านแถวนี้ เขาคงมองเพราะไม่เคยเห็นคนแปลกหน้ามาเดินแถวนี้มาก่อนละมั้ง...เธอคิด
เมื่อกฤชษ์ตื่นขึ้นมา เห็นว่าเธอไม่อยู่ในห้อง ก็เดินมาถามพ่อแม่ว่า เห็นเธอบ้างหรือเปล่า ก็ได้รับคำตอบว่า เธอออกไปเดินเล่นตั้งแต่เขาหลับ เขามองดูนาฬิกาก็พบว่า เธอออกไปนานแล้ว ทำไมยังไม่กลับมาอีก จึงเดินออกไปตามหา
เขาเดินตามหาจนทั่วหาดก็ไม่เจอวี่แววของชุบชีวา จึงเข้าไปถามชาวบ้านที่เขารู้จักแถวนั้นว่า เห็นผู้หญิงใส่เสื้อสีขาว กางเกงสีดำผ่านมาทางนี้หรือเปล่า ชาวบ้านจึงบอกเขาว่า เห็นเดินไปบนโขดหินฝั่งตะวันออก เขาจึงรีบตามไป
ชุบชีวามานั่งเล่นที่โขดหินตรงหน้าผาที่ติดกับหาดทรายและทะเล เธอนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว เธออยากนั่งมองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าดูบ้างสักครั้งในชีวิต จนกระทั่งมีเสียงเรียกจากใครคนหนึ่ง
“อยู่นี่เอง ออกมาทำไมไม่บอกผม รู้มั้ยว่าผมเดินหาคุณจนทั่วหมดแล้ว” เสียงตำหนิของชายหนุ่มทำเอาเธอยิ้ม เพราะนั่นแสดงว่าเขายังรักและเป็นห่วงเธออยู่
“ขอโทษค่ะ ไม่ได้ตั้งใจให้ต้องเป็นห่วง พี่เห็นกฤชษ์หลับอยู่ ก็เลยไม่อยากปลุก แต่ก็บอกกับพ่อแม่แล้วนี่คะ ว่าจะออกมาเดินเล่น” เธอตอบเขาด้วยความเป็นจริง
“แล้วจะกลับได้หรือยังครับ มันจะมืดแล้วนะ” เขาบอกเธอ เหมือนกับว่าเธอเด็กกว่าเขา
“ยังไม่กลับได้มั้ย อยากดูพระอาทิตย์ตกดินก่อนอะ ดูสิ ใกล้จะตกดินแล้ว สวยจังเลย นะกฤชษ์ อยู่อีกแป๊บเดียวนะ นะ” เธออ้อนเขา มันทำให้เขาใจอ่อนจนได้
เขาและเธอนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน เธอกอดแขนและซบไหล่เขา ช่วงเวลานี้สำหรับชุบชีวา มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่เธอเฝ้าฝันมานาน
แต่สำหรับกฤชษ์มันกลับทำให้เขาลำบากใจมากขึ้น เขาตั้งใจว่าจะบอกเลิกเธอ ช่วงที่เขามาพักที่นี่ แต่เมื่อเห็นเธอกำลังมีความสุข เขากลับลังเล เขารู้สึกผิดที่ทำร้ายเธอ ทั้งๆที่เขาเคยบอกรักเธอมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถทรยศความรู้สึกของตัวเองได้ รวมถึงเขาไม่อาจที่จะทำร้ายอรลดา หญิงสาวที่เขารักหมดหัวใจได้เช่นกัน
ทั้งสองกลับมาถึงบ้านในเวลาอาหารเย็นพอดี ครอบครัวเขาจะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างนี้เสมอ น้องชายของกฤชษ์กลับมาแล้ว ก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องนอน แต่เมื่อถึงเวลาอาหารก็จะออกมากินข้าวพร้อมกัน
เมื่อก้อง น้องชายคนรองมาถึงโต๊ะอาหาร สิ่งแรกที่เขามองกลับไม่ใช่อาหารบนโต๊ะ แต่เป็นผู้หญิงคนที่นั่งข้างพี่ชายของเขา เธอส่งยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ก้องยังคงจ้องเธอ ตาไม่กระพริบเหมือนตอนที่เธอถูกจ้องจากสายตาพ่อแม่ของเขา ตอนมาถึงเมื่อตอนบ่าย
“นี่ๆ แกจะจ้องอะไรหนักหนาฮะ ไอ้ก้อง คนนะเว้ย ไม่ใช่สัตว์ประหลาด จ้องอยู่นั่นแหละ เสียมารยาทจริงๆ” พี่ชายคนโตเอ็ดน้อง เมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังเสียมารยาทกับเมียของเขาอยู่
เมื่อได้ยินพี่ชายว่าอย่างนั้น น้องชายถึงหยุดจ้องได้ แล้วกฤชษ์ก็แนะนำให้น้องรู้จักกับชุบชีวา เมียของเขา
ทั้งหมดร่วมกินอาหารเย็นด้วยกัน โดยที่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร นอกจากถามคำตอบคำ ดูก็รู้ว่าทุกคนในครอบครัวของกฤชษ์นั้น กำลังออกอาการเกร็งแขกผู้มาเยือน
ส่วนแขกคนสำคัญนั้น ได้แต่ยิ้ม และแสดงไมตรีจิตกับทุกคน เพราะเธอถือว่านี่เป็นครอบครัวของคนที่เธอรัก เธอจึงให้เกียรติทุกคนเป็นอย่างดี
-----------------------------------------------------------------------
ในห้องนอน เขากระสับกระส่ายเพราะความคิดถึงอรลดา เขาบอกเธอว่าเขาจะมาทำธุระที่ต่างจังหวัด ตั้งแต่เขามาถึงบ้าน อรลดาโทรมาหาเขาหลายครั้ง แต่เขาไม่ได้รับสายเธอเลยสักครั้งเดียว เพราะชุบชีวาอยู่กับเขาแทบจะตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะกลัวชุบชีวาจะรู้ความจริง เพียงแต่เขายังไม่อยากให้รู้ตอนนี้เท่านั้นเอง
เมื่อเขาแน่ใจว่าชุบชีวาหลับไปแล้ว เขาจึงค่อยๆย่องออกมาโทรศัพท์หาอรลดา ตอนนี้เวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว ไม่รู้ว่าเธอจะหลับไปแล้วหรือยัง
เสียงโทรศัพท์ปลุกให้อรลดาต้องตื่นขึ้นมากลางดึก เมื่อเธอเห็นว่าสายที่โทรเข้ามานั้นคือ กฤชษ์ แฟนหนุ่มเธอจึงรีบกดรับทันที
“ฮัลโหลค่ะ”
“จ้ะอร ผมเอง โทษทีนะที่ไม่ได้รับสาย บังเอิญผมออกไปดูงานข้างนอกมา แล้วไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปน่ะจ้ะ” เขารีบแก้ตัวก่อนที่เธอจะโกรธ
“ตอนแรกก็นึกว่าอยู่กับผู้หญิงคนอื่นซะอีก ถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์” คำพูดของเธอมันแทงใจดำของอีกฝ่ายอย่างจัง เขานิ่งไปก่อนที่จะพูดว่า
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะอร โถๆ อย่าประชดประชันผมสิครับ ยังไงผมก็รักคุณคนเดียวนะ” เขาออดอ้อน
เธอหัวเราะชอบใจกับน้ำเสียงของเขา อรลดาเธอเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ เธอเลยไม่คิดระแวงแต่อย่างใด
“อรเชื่อค่ะ แล้ววันนี้เป็นไงบ้างคะ สนุกหรือเปล่า?”
“สนุกที่ไหนละครับ ถ้ามากับอรก็ว่าไปอย่าง อีกอย่างมาทำงานนะครับ ไม่ได้มาเที่ยว ถึงจะได้สนุกน่ะ”
“ค๊า ทราบแล้ว ว่าแต่จะกลับเมื่อไหร่คะ อรอยากไปดูหนังกับคุณอะ”
“ก็อีกประมาณ 2-3 วันครับ อรจะไปดูเรื่องไรหรอ”
ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน จนลืมเวลาที่ล่วงเลยมาจนข้ามวันใหม่แล้ว จนต้องบอกลากัน เพื่อจะไปนอนพักผ่อน
กฤชษ์เดินกลับเข้ามาในห้องนอน ก่อนที่เขาจะล้มตัวลงนอน เขามองไปยังผู้หญิงที่นอนข้างๆเขา เธอหลับอย่างมีความสุข เขาไม่เคยสังเกตเวลาเธอนอนเลยสักครั้ง ดวงหน้าขาวใส แม้เวลาที่เธอไม่แต่งหน้า เธอยังดูสวยเสมอ เขาหลงรักเธอตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่วันนี้คนที่เขารักกลับไม่ใช่เธอ เธอจะเป็นยังไงมั่ง ถ้าถึงวันที่เขาบอกเลิกเธอ....เขาคิด
เช้ามาวันต่อมา ชุบชีวาตื่นขึ้นมาแต่เช้า เพราะความเคยชิน จนสร้างความแปลกใจให้กับแม่สามีของเธอเป็นอย่างมาก
“อ้าวคุณ ทำไมถึงได้ตื่นแต่เช้าละ นอนไม่ค่อยหลับหรอ อย่างว่าแหละนะ มันคงไม่สบายเหมือนกับที่คุณเคยนอนหรอก” นางพูดเอง เออเอง ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้อธิบาย
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะคุณแม่ คือชุบชินกับการตื่นเช้าน่ะค่ะ คุณแม่มีอะไรให้ชุบช่วยหรือเปล่าคะ?” เธอขันอาสา
“ก็มีแต่งานในครัวน่ะ คุณไปพักผ่อนเถอะ ฉันทำคนเดียวได้” นางปฏิเสธให้เธอช่วยเหลือ แต่เธอก็ยังดึงดันที่จะช่วยให้ได้
เมื่อเห็นความดื้อรั้นที่จะช่วยให้ได้ นางจึงคิดที่จะแกล้งด้วยการให้เธอโชว์ฝีมือทำอาหารเช้าเสียเลย ไม่หน้าแตกให้มันรู้ไป...นางคิด
“แน่ใจหรอว่าจะช่วย?”
“ค่ะ คุณแม่จะให้ช่วยอะไรคะ บอกมาได้เลย” เธอรับอาสา เพราะเธออยากช่วยจริงๆ ไม่ได้แกล้งพูดเพื่อเอาใจแม่ผัว
“งั้นเธอช่วยทำอาหารเช้าหน่อยได้มั้ย คือฉันว่าจะออกไปซื้อของที่ตลาดหน่อยน่ะ”
“ได้ค่ะ แล้วจะให้ชุบทำอะไรดีคะ?”
“อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ที่เธอทำได้ ข้าวของอยู่ในตู้เย็นไปดูเองแล้วกันนะ ทำได้หรือเปล่าละ?” นางถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ได้ค่ะ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เธอตอบด้วยความมั่นใจ
หลังจากที่นางอุไรยกหน้าที่ให้เมียลูกชายคนโตทำอาหาร นางก็ออกไปตลาดอย่างที่นางบอกจริงๆ แต่ไปเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น อีกสักชั่วโมงค่อยกลับ ถึงตอนนั้นเธอคงจะทำเสร็จแล้ว
-----------------------------------------------------------------
6 โมงเช้า กฤชษ์ตื่นขึ้นมา เขาแปลกใจที่ไม่เห็นชุบชีวานอนอยู่ข้างๆ เมื่อเขาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ จึงออกไปดู เขาเห็นเธอกำลังจัดเตรียมอาหารอยู่ในครัว
“ตื่นขึ้นมาทำกับข้าวแต่เช้าเลยหรอเนี่ย ทำไมไม่ให้แม่ผมทำละ คุณทำเป็นด้วยหรอ” เขาถาม
“อ่อ..คุณแม่ท่านออกไปตลาดน่ะ พี่ก็เลยอาสาทำกับข้าวเอง ส่วนเรื่องรสชาติ กฤชษ์ช่วยชิมหน่อยสิ ว่าใช้ได้มั้ย”
เขามองหน้าตาอาหารที่วางบนโต๊ะ ถือว่าอาหารน่ากินใช้ได้ แต่เรื่องรสชาตินี่สิ ต้องลองชิมดู
เขาตักต้มข่าไก่ขึ้นมาชิม แล้วพูดว่า
“อืม...รสชาติอร่อยดีนะเนี่ย ไม่ยักรู้ว่าคุณทำกับข้าวเป็นด้วย”
เธอยิ้มอย่างดีใจที่เขาชอบรสชาติอาหารที่เธอทำ เธอไม่ได้ทำเป็นแค่กับข้าวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเย็บผ้า งานฝีมือต่างๆ เธอก็ทำเป็น เพราะเมื่อก่อนเธอต้องทำทุกอย่างเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือ
7 โมงครึ่งอาหารก็ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย กับข้าวดูน่ากินทั้งสิ้น จนสร้างความประหลาดใจให้คนในครอบครัว โดยเฉพาะแม่สามีที่หวังจะแกล้งให้เธอหน้าแตก
ทุกคนกินอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีใครบ่นสักคำ กฤชษ์กินข้าวได้เยอะกว่าปกติ แค่นี้ก็สร้างความดีใจให้กับคนทำมากพอแล้ว
หลังอาหารเช้า ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว โดยแม่ของเขาบอกว่าจะไปถวายเพลที่วัด เลยชวนกฤชษ์และชุบชีวาไปด้วย ความจริงนางต้องการเพียงแต่ให้ลูกชายไปคนเดียวเท่านั้น แต่ที่ต้องชวนเมียเขาไปด้วย เพราะสามีแกบอกว่าถ้าไม่ชวนมันจะน่าเกลียด นางเลยต้องจำใจ
เมื่อไปถึงวัด นางเองก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง ที่เธอจัดเตรียมข้าวของอย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ต้องกล่าวบทสวดถวายภัตตาหารแด่พระคุณเจ้า เธอก็ไม่ติดขัดเลยแม้แต่นิดเดียว กระทั่งกฤชษ์เอง เขาก็ยังอดแปลกใจไม่ได้
-----------------------------------------------------------------
ตกตอนบ่ายแก่ๆ วันนี้อากาศร้อนอบอ้าว ชุบชีวาเลยเลือกที่จะไปเดินเล่นแทนที่จะอยู่แต่ในบ้าน เธอชวนกฤชษ์ออกไปด้วย แต่เขาปฏิเสธ เธอเลยต้องออกไปคนเดียว เธอชินกับอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆของเขา มีบ้างที่เธอน้อยใจที่เขาเย็นชากับเธอ แต่มันก็ไม่นาน อาจจะเป็นเพราะความรักทำให้คนตาบอด เหมือนอย่างที่คนอื่นเปรียบเทียบกันก็ได้
วันนี้ชุบชีวาใส่ชุดแซกซีทรูสีฟ้าน้ำทะเล เข้ากับบรรยากาศชายทะเลได้เป็นอย่างดี ภาพที่หลายคนเห็นตอนเธอเดินเล่นก็คือ ผู้หญิงผิวขาว รูปร่างได้สัดส่วน หน้าตาสวยไม่มีที่ติ ทำเอาชายหนุ่มหลายคนถึงกับจ้องมองเธอ ยามที่เธอเดินผ่าน
เธอเดินเล่นคนเดียวอยู่นาน จนสายตาไปสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า เธอเห็นเรือสปีดโบ็ทลำหนึ่งจอดอยู่ เธออยากที่จะออกไปเที่ยวกลางทะเล เลยมองหาเจ้าของเรือ เพื่อที่จะขอเช่า ไม่นานนักเจ้าของเรือก็เดินมาหาเธอ เพื่อจะถามว่าเธอต้องการอะไร
“ต้องการให้ช่วยอะไรมั้ยครับ?” เจ้าของเรือถาม
เมื่อเธอหันหน้ามามอง เธอเองก็ต้องแปลกใจ เมื่อคนที่ถามเธอก็คือ น้องชายของคนรักเธอ และเขาเองก็อึ้งไปเหมือนกัน เพราะไม่คิดว่าจะเป็นพี่สะใภ้คนสวย
“อ้าว ก้อง มาทำอะไรแถวนี้ละจ๊ะ?” เธอถามเพราะตรงที่เรือจอดมันห่างจากที่บ้านเขาไกลเหมือนกัน
“คือ ผม ผมเอาเรือมาเติมน้ำมันน่ะครับ” เขาตอบ
“นี่เรือลำนี้เป็นของก้องหรอ ดีจังเลย เพราะพี่กำลังมองหาเจ้าของเรืออยู่พอดี คือพี่อยากจะเช่าเรือลำนี้น่ะ”
“จะไปไหนหรอครับ?”
“จะออกไปท่องทะเลหน่อยอะ ว่าแต่พี่เช่าเรือลำนี้ได้มั้ย”
“ไม่ต้องเช่าหรอกครับ แต่คุณจะขับเรือเองหรือว่าจะให้ผมขับให้ครับ”
“อ่อ พี่ขับเรือเป็นน่ะ ไม่รบกวนเธอหรอก ว่าแต่เรืออยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานใช่มั้ย”
“ครับ ผมเพิ่งตรวจสภาพการใช้งานเมื่อเช้านี่เอง ว่าแต่แน่ใจหรือครับ ว่าไม่ให้ใครไปเป็นเพื่อน” เขาถามย้ำให้แน่ใจว่าเธอต้องการอย่างนั้นจริงๆ
“อืมๆ ฝากบอกพี่ชายเธอด้วยนะจ๊ะ” เธอพูดจบ ก็ขึ้นเรือไป
เธอขับเรือออกไปกลางทะเลแล้ว ทิ้งให้น้องชายของสามียืนมอง เขาอยากจะไปเป็นเพื่อนเธอจะแย่ แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ต้องการเพื่อน